ถึงจะจั่วหัวว่า task 3 แต่ task นี้ก็ยังไม่สมบูรณ์ดีเท่าไหร่หรอก ยังอยู่ในช่วงตบ ๆ เคาะ ๆ ให้เข้าที่เข้าทางอยู่ แต่ก่อนจะเข้าเรื่องว่า task นี้ทำอะไรบ้าง เราอยากแนะนำบุคคลใหม่ให้ทุกคนได้รู้จัก นอกจากคุณ Krashen ที่คร่ำหวอดในวงการภาษาศาสตร์ กับทฤษฎี Input Hypothesis ที่เรียนไปร้องว้าวไป คราวนี้ถึงตา output hypothesis กันบ้าง
ผู้ที่เสนอทฤษฎี output นี้คือคุณ Merrill Swain คนนี้เอง

เธอเชื่อว่าการสร้าง output จะช่วยให้ผู้เรียนภาษาตระหนักว่า สิ่งที่ตนทำได้ กับสิ่งที่ตนควรทำได้มีความต่างกันมากเท่าไหร่ ซึ่งการรู้ว่ามีความห่างเท่าไหร่นี้ ทำให้ผู้เรียนรู้ว่าตัวว่าต้องพัฒนาตนเอง และเสนอเรื่อง comprehensible output คือ output ที่คู่สนทนาสามารถเข้าใจได้ด้วย
พออ่านเรื่อง comprehensible output กับตัวอย่างบทสนทนาคนเล่าเรื่อง 1 litre of tear แล้วก็นึกถึงตัวเองตอนที่ทดสอบระดับการสนทนากับอ.คนโดเมื่อตอนปี 2 เทอม 1 ตอนนั้นก็คือเข้าไปคุยแบบ ควรจะสบายแต่กดดันจนเกือบหายใจไม่ออก 55555555 เรื่องที่จำได้แม่นสุดคืออ.คนโดถามว่างานอดิเรกคืออะไร เราตอบว่าอ่านหนังสือ อ.ก็เลยถามต่อว่าช่วงนี้อ่านหนังสืออะไรอยู่ ตอนนั้นเพิ่งอ่านฆาตกรรมบนเนิน D (D坂の殺人事件) ของเอโดกะวะ รัมโปฉบับแปลไทยจบ

หาซื้อได้ทั่วไปแต่ปกคอมมิคน่าจะไม่มีแล้วแหละ แหะ ๆ
เท่านั้นแหละ เซนเซให้เล่าว่าเรื่องเป็นไง โอโห ตอนนั้นคือมืดแปดด้าน เล่าเองไม่เข้าใจเองแล้ว ตอนนั้นก็พยายามเล่าแบบงง ๆ อ.คนโดก็พยายามทำความเข้าใจแบบงง ๆ เหมือนกัน จากตอนนั้นก็เลยรู้ว่าจุดอ่อนตัวเองน่ะเป็นการเล่าเรื่องนี่แหละ ผลการทดสอบสนทนาตอนนั้นได้ 上中級 ตอนนี้อยากลองไปแก้มือสักครั้ง ไม่รู้จะขึ้นหรือยัง555555
แล้วคือไอเรื่อง output ที่ว่านี่เกี่ยวกับ task 3 แบบตรง ๆ เลย คือใน task นี้เนี่ย ชื่อเก๋ ๆ ว่า 目に浮かぶ描写 หรือการเล่าให้เห็นภาพ อ.กนกวรรณให้ดูภาพแล้วเล่ายังไงก็ได้ให้คู่สนทนาเข้าใจว่าภาพมันเป็นยังไง ตอนนั้นก็คือต้องรวบรวมสติ เข้าใจภาพแล้วเล่าเลย ศัพท์ก็นึกไม่ออก ภาพก็เข้าใจไม่หมด ออกมากระท่อนกระแท่นพอสมควร แต่พี่โต้ก็ยังปลอบใจว่าเข้าใจนะ แหะ ๆ เป็น white lie หนูรับได้ค่ะ
สำหรับเรา สิ่งที่ยากกว่าคิดศัพท์ไม่ออก คือการเล่าเรื่องให้เป็นลำดับและมี climax มากกว่า หลังจากถอดเทปเสียงของตัวเอง และอ่านที่คนญี่ปุ่นเขียนแล้ว รู้สึกว่าคนญี่ปุ่นเขาค่อนข้างเล่าเรื่องเป็นลำดับขั้นและมีจุด climax ด้วย น่าจะแบบ 起承転結 ที่เราคุ้นเคยกันดี เราก็เลยรู้ว่า gap เราเนี่ย เหนือกว่าเรื่องศัพท์หรือรูปประโยค คือการเรียบเรียงให้เข้าใจมากกว่า
แต่ก็คือ ลองเขียนแก้แบบตั้งสติ ลองลำดับเรื่องแล้วเขียนไปแล้ว จะเป็นยังไงโปรดตามต่อบล็อคต่อไป

ขอติดตามชมตอนต่อไปนะคะ ตอนนี้ได้รู้ GAP ของเรา(สิ่งที่เราทำได้ กับ สิ่งที่เราอยากทำได้) แล้ว
ถูกใจถูกใจ
ส่วนตัวพี่ว่าการเล่าเรื่องยากนะ ขนาดภาษาแม่ พี่ยังเล่าแบบงงๆเลย ภาษาญี่ปุ่นคือไม่ต้องพูดถึง 5555 ก็ต้องค่อยๆฝึกกันไปแหละ มาพยายามด้วยกันเนอะ!
ถูกใจถูกใจ
คือนี้ชอบที่ซุยกะสรุปแล้วเอาเรื่องตัวเองมาเล่าด้วยทำให้เห็นภาพชัดขึ้น เราก็เป็นคนที่ชอบสรุปเนื้อหาใส่บล็อคเหมือนกันแต่สรุปเฉยๆจริงๆ อ่านของซุยกะมาเป็น เรื่องราวเลยรู้สึกอ่านเพลินอ่ะ
ถูกใจถูกใจ