タスク3 : 目に浮かぶ描写

ตอนได้ยินชื่อ task ครั้งแรกก็แบบ เอาละ งานเข้าละ ใหม่แบบ ใหม่จริง ๆ ไม่เคยทำสิ่งนี้มาก่อน ในใจก็คิดจะทำได้ไหม ทำได้หรือเปล่า พอทำออกมาแล้วก็ทำออกมาได้ไม่ค่อยดีจริง ๆ นั่นแหละ เราเป็นคนที่ค่อนข้างด้นสดไม่เก่ง อย่างในคาบ conver ตอนจับหัวข้อ 1分スピーチ คือในหัวมันเรียบเรียงประเด็นไม่ได้ก็เลยพูดวนไปมา ผลจากการทำ task นี้ก็เหมือนกันเลย พูดวนอยู่จุดเดิม แถมใช้คำซ้ำ บางคำก็ผิดความหมายไปเลย

    ข้อความด้านล่างนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งแรกที่ทำ task เลย คือให้ดูรูปที่เป็นการ์ตูน 4 ช่องเรื่อง 赤ちゃんと犬 ช่องแรกเป็นรูปทารกมองหมาแล้วทำท่าจะเข้ามาเล่นด้วย ช่องสองเป็นตอนที่เด็กคลานมาหน้าชนกับหมา แล้วก็ตกใจ ช่องสามอยู่มาลีนนท์ เอ้ย ไม่ใช่ ช่องสาม เป็นรูปเด็กที่น่าจะปิ๊งไอเดียว่า ต้องเข้าจากด้านหลังหมาถึงจะไม่รู้ตัว แต่ระหว่างที่กลับตัวคลานอยู่ หมาก็หันหน้ากลับไปอีกด้าน และในช่องสี่ ช่องสุดท้ายเป็นรูปเด็กที่คลานกลับทางแล้ว แต่ก็ยังคลานมาชนกับหน้าหมาอยู่ก็เลยตกใจและงงว่าเกิดอะไรขึ้น!

(เอาจริงคุณหมาคิ้วท์จะตาย ถ้าเป็นแมวก็คือเด็กโดนแมวสักยันต์ห้าแถวแล้ว)
ที่มา: https://wanchan.jp/osusume/detail/1499

    ดูรูปไม่เข้าใจก็เลยเล่าข้ามตรงที่หมาหันตัวกลับด้วยอะ คนฟังบอกเข้าใจแต่เราเนี่ยแหละไม่เข้าใจเอง5555 อันนี้เราถอดเทปจากที่พูดตอนแรกสุด ได้ดังนี้…

 ある家に、(うん)あのう、赤ちゃんと犬が一匹います。(うん)えー、ある日、赤ちゃんが、あのう、犬の背に乗って、なんか、遊びたいかなあと思っていますが、あのう、えー、犬に乗るためには犬の後ろから、のす、乗る、乗るんですね。(うん)はい。でも、ええ、赤ちゃんは(はい…)はい?(はう)はいまわって、はいまわっても見えるのは犬の、犬の後ろじゃなくて、犬の前です。(うん)犬の顔。(うん)ですから、乗れないと思って、また、あっ、はい回り始めました。(うん)はい。そして、はい回って、はい回って、後ろから犬に乗ろうとしたが、また犬の顔があった。(うんうん)ありました。ええ、ですから、(うん)赤ちゃんは犬の背中に乗れませんでした。はい。終わりです。

*ในวงเล็บคือ あいづち หรือการตอบรับจากคู่สนทนา

    ก็มีใช้รูปประโยคผิดเต็มไปหมด เช่น 犬の背に乗って พอพูดงี้แล้วเหมือนลำดับเหตุการณ์เลยอะ อ่านแล้วแปลก ๆ ส่วน はいまわる ก็คือรู้จาก ณ จุดนั้นที่พี่โต้บอกว่า คลานคือ はう ไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนและไม่รู้วิธีใช้ ผลก็คือ มั่ว!

    หลังจากส่งอันนี้ไป อ.ก็ให้แก้ส่งกลับไปอีกรอบนึง โดยก่อนจะแก้ก็ได้ดูงานที่คนญี่ปุ่นเป็นคนเขียนในเรื่องเดียวกัน เลยได้เห็นเทคนิคอะไรหลายอย่างที่คนญี่ปุ่นใช้ รวมถึงการหลากคำด้วย

  1. นอกจากบรรยายว่ามีตัวละครไหนบ้างแล้ว ก็ยังบรรยายลักษณะของตัวละครด้วย เช่น わんぱく小僧といった様子の赤ちゃんが、自分と同じくらいの大きさの犬 ทำให้จินตนาการภาพได้ชัดว่าตัวละครตัวใหญ่แค่ไหน หมาตัวเท่าไหน
  2. นอกจากบรรยายให้เห็นภาพ ยังมีการใส่ความคิดให้ตัวละครด้วย เช่น ตอนเด็กมองหมา ถ้าเป็นเราก็คงบอกว่าเด็กอยากเล่นกับหมาเฉย ๆ แต่มีคนญี่ปุ่นบางคนที่ใส่ความคิดและแรงจูงใจของเด็กเพื่อเพิ่มภูมิหลังให้เรื่องด้วย เช่น 「金太郎が熊に乗っているみたいに、僕も犬に乗りたいな。」หรือสาเหตุที่เด็กงุนงงก็อธิบายเพิ่มว่า ด้วยความคิดของเด็กเลยไม่เข้าใจว่าทำไมถึงยังคลานไปเจอหน้าของหมาอีก
  3. จะมีการใส่กริยาวิเศษณ์ (副詞) เพื่อให้ภาพเหตุการณ์ชัดขึ้น เช่น 突然 そっと ぱちっと
  4. ฉาก climax จะบรรยายค่อนข้างยาวมีการใส่ความคิดของตัวละครเพิ่มอารมณ์
  5. คำที่หลากคำได้ก็จะหลาก เช่น คำว่าด้านหลังมีคำว่า 後方 背中 後ろ 背後
  6. ใช้คำกริยาประสม (複合動詞) สร้างให้ภาพชัดขึ้น เช่น 忍び寄る 回り込む

    พอจับสังเกตได้แล้วก็เลยเอาไปปรับแก้ด้วยตัวเองก่อนแล้วก็รับคำแนะนำจากอาจารย์มาเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยได้ดังนี้

 ある家に、赤ちゃんと犬がいつも一緒にいます。その犬は赤ちゃんが生まれる前からその家にいます。ということは、赤ちゃんが生まれてからずっと、犬が友達でいてくれていたのです。(2)ある日、赤ちゃんは人が馬に乗ることをテレビで見かけて、楽しそうだからそのようなことがしたくなりました。しかし、赤ちゃんの家ではテレビで見た馬はいなくて、どうしたらいいかわかりませんでした。すると、友達である犬の眠り姿が赤ちゃんの目に入ったので、犬に乗ればいいんじゃないと思うようになりました。そこで、赤ちゃんは眠っている犬にはいはいしながら(3)そっと近づいていこうと思いましたが、犬に気づかれてしまってもう乗れなくなってしまいました。でも、赤ちゃんはどうしても乗りたかったので、今度は背後から(3)そっと(6)忍び寄って乗ろうとしました。赤ちゃんは犬の背後が目に入ったら乗れると思いながら、向きを変えてハイハイをしました。(3)ようやく動きおわって、犬のしっぽが見えるはずだっと思ったのに、そこに犬の顔がありました。赤ちゃんは状況をつかむことができなくて、(2)自分が別の方向へはいはいをして回り込んだのになぜ思い通りに犬の背中に乗れないのかと思いました。しかし、赤ちゃんが犬の背後から乗れないことは赤ちゃんのやり方のせいではなく、犬が向きを変えたからです。実は、犬は赤ちゃんが生まれてから、飼い主の愛情が感じなくなってしまって、ずっと恨みを持っていました。ですから、赤ちゃんとは全く一緒に遊びたくないのです。

*ตัวหนา: อ.แก้มาให้

ตัวเอียง: แก้ตามที่จับจุดมาจากที่คนญี่ปุ่นเขียน ตัวเลขในวงเล็บคือตามข้อสังเกตด้านบน

จุดแก้

  • そこで ตอนแรกใช้ ですから แต่พอมาดูความเชื่อมโยงแล้ว 2 ประโยคนี้ไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลกันชัดขนาดนั้น อ.เลยแนะนำว่าใช้เป็น そこで มีนัยว่ากำลังจะเข้าจุด climax แทนดีกว่า
  • 乗ろうとしました ตอนแรกใช้ 乗ろうとしています แต่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ใช้เวลานานใช้แค่ しました ก็พอ
  • 状況をつかむ ตอนแรกใช้คำว่า 現状をつかむ อ.ก็บอกว่า ใช้ 状況 เยอะกว่า ไปเปิด http://nlt.tsukuba.lagoinst.info แล้วก็ เอ จริงแฮะ5555

ส่วนอันนี้สงสัยเพิ่ม ใช้ 実態 ในบริบทนี้ได้ไหมนะ

  • はいはいをして回り込んだ ตอนแรกใช้แค่ はいはいをまわった เลย แต่พออ.แก้ให้แล้วก็รู้สึกว่าเห็นภาพขึ้นจริง ๆ ด้วย แต่เรายังใช้กริยาประสมไม่ค่อยเก่งอะ ไม่ค่อยกล้าใช้ด้วย😂😂
  • やり方のせい ตรงนี้ตอนแรกไม่มี のせい (ผลจาก…ซึ่งไม่ค่อยดีเท่าไหร่) แต่พอใส่แล้วเห็นการเชื่อมโยงมากขึ้น

    สำหรับ task นี้ รู้สึกว่ายาก แล้วก็ทำได้ไม่ค่อยดีเลยสักรอบ 555555 ทำใจแล้ว ทำดีสุดได้แค่นี้ ฮือ เอาใหม่ task หน้า!

実際応用:i+1

              หลายสัปดาห์ก่อนได้เรียนทฤษฎี i+1 ของ Krashen ผู้คิดทฤษฎี Input Hypothesis ด้วย ทฤษฏี i+1 ที่ว่านี้ คือการให้ input ที่มีระดับสูงกว่าภาษาของผู้เรียน 1 ระดับ ซึ่งจะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้มากกว่าการสอนอะไรที่ยากเกินไป นอกจาก i+1 แล้วปัจจัยที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ก็มีปริมาณของ input ที่ต้องมีจำนวนมากและเป็น comprehensible input (input ที่สามารถเข้าใจได้) ด้วย

              ในฐานะที่เราเป็นผู้เรียน เราชอบเรื่อง i+1 มาก รู้สึกว่า สิ่งที่เราเรียนมามันสามารถต่อยอดขึ้นไปได้เรื่อย ๆ หากช่วงใดที่ต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบวัดระดับแล้วต้องเรียนไวยากรณ์หรือรูปประโยคใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลยก็จะรู้สึกว่ายากมาก ๆ แต่ถ้าเคยเรียนสำนวนที่คล้ายกันมาก่อนก็จะเกิดการเชื่อมโยงได้

              แล้วช่วงนี้ เราก็สอนภาษาญี่ปุ่นอยู่ด้วยแหละ ก่อนหน้ามีน้องติดต่อมาอยากให้ช่วยสอนเพื่อสอบ N4 ตอนนั้นเราก็สอนเพราะคิดว่าไม่ได้เกินความสามารถเรามาก แต่ด้วยเวลาที่ค่อนข้างกระชั้นก็เลยสอนแบบอัด ๆ จนจบเล่มชั้นต้นไป พอน้องผ่าน N4 แล้ว น้องบอกว่าอยากสอบ N3 ต่อ เราก็เลยอะ เดี๋ยวสอนต่อก็ได้ พยายามสรรหาหนังสือมาสอน อันนี้คือแบบ no clue มาก ๆ เพราะตอนเราสอบ N3 เราไม่ได้อ่านหนังสืออะไรที่เป็นรูปธรรมชัดเจนเลย อ่านสั่ว ๆ บวกกับความรู้ที่มีอยู่เดิม 55555

              เล่มที่เราไปเจอแล้วคิดว่าโอเคที่จะเอามาสอนน้องคือ Level Up ยกระดับการใช้ไวยากรณ์ญี่ปุ่น ชั้นกลาง ของสสท. เล่มนี้เพิ่งออกมาได้ไม่นาน เนื้อหาด้านในเน้นที่การอธิบายหัวข้อไวยากรณ์ในชั้นต้นเพิ่มเติมเสียส่วนมาก แต่ที่ยากก็คือ ศัพท์กับตัวอย่างที่ใช้ในเล่มที่ค่อนข้างยากเลยแหละ

              ตอนสอนน้องด้วยหนังสือเล่มนี้แรก ๆ เราก็เน้นไปที่การอธิบายการใช้กับอ่านตัวอย่างประโยคเสียส่วนใหญ่ แล้วไม่ได้ลด pace การสอนของตัวเองด้วย ยังสอนไวเหมือนตอนสอน N4 แต่ก็เริ่มรู้สึกละว่าน้องเริ่มรู้สึกอิหยังวะกับสิ่งที่เราสอน

แต่พอเรียนเรื่อง i+1 แล้วก็รู้สึกว่า เราควรต่อยอดจากส่วนที่น้องรู้มากกว่า เลยพยายามปรับรูปแบบการสอนของตัวเอง จากที่อธิบายหัวข้อไวยากรณ์ธรรมดา เราก็พยายามเน้นที่ประโยคตัวอย่าง ไม่ใช่แค่การใช้รูปประโยคใหม่ที่เรียน แต่พยายามทวนด้วยว่า ในประโยคนี้มีไวยากรณ์เก่าอะไรที่เคยเรียนไปบ้าง หรือศัพท์ที่เพิ่งเคยเจอใหม่ มีความหมายเหมือนหรือคล้ายกับศัพท์ตัวไหนที่รู้

              เช่น ในประโยคตัวอย่างของหัวข้อไวยากรณ์เรื่อง から มีประโยคตัวอย่างที่ว่า あさねぼうをしましたから、遅刻してしまいました。ตรงนี้น้องจะได้เรียนศัพท์ใหม่คือคำว่า 遅刻 (สาย) ซึ่งเราก็ทวนให้ศัพท์เก่าที่น้องรู้คือคำว่า 遅い กับ遅れる ไปด้วย แล้วก็จะทวนด้วยว่า สำนวน てしまう ใช้ในความหมายหรือกรณีไหนบ้าง

              พอทำแบบนี้มา 3-4 ครั้ง เรารู้สึกว่าน้องที่เรียนด้วยจับสิ่งที่เราสอนได้มากขึ้น ตัวไวยากรณ์เก่า ๆ ก็นึกได้เร็วมากขึ้นและตอนเรียนน้องหาวน้อยลง5555555 หลังจากนี้ก็จะพยายามค่อย ๆ ต่อยอดจากสิ่งที่น้องรู้แล้วสอนต่อไป

            i+1 จงเจริญ

タスク3:まだ完成じゃないけど

              ถึงจะจั่วหัวว่า task 3 แต่ task นี้ก็ยังไม่สมบูรณ์ดีเท่าไหร่หรอก ยังอยู่ในช่วงตบ ๆ เคาะ ๆ ให้เข้าที่เข้าทางอยู่ แต่ก่อนจะเข้าเรื่องว่า task นี้ทำอะไรบ้าง เราอยากแนะนำบุคคลใหม่ให้ทุกคนได้รู้จัก นอกจากคุณ Krashen ที่คร่ำหวอดในวงการภาษาศาสตร์ กับทฤษฎี Input Hypothesis ที่เรียนไปร้องว้าวไป คราวนี้ถึงตา output hypothesis กันบ้าง

              ผู้ที่เสนอทฤษฎี output นี้คือคุณ Merrill Swain คนนี้เอง

              เธอเชื่อว่าการสร้าง output จะช่วยให้ผู้เรียนภาษาตระหนักว่า สิ่งที่ตนทำได้ กับสิ่งที่ตนควรทำได้มีความต่างกันมากเท่าไหร่ ซึ่งการรู้ว่ามีความห่างเท่าไหร่นี้ ทำให้ผู้เรียนรู้ว่าตัวว่าต้องพัฒนาตนเอง และเสนอเรื่อง comprehensible output คือ output ที่คู่สนทนาสามารถเข้าใจได้ด้วย

              พออ่านเรื่อง comprehensible output กับตัวอย่างบทสนทนาคนเล่าเรื่อง 1 litre of tear แล้วก็นึกถึงตัวเองตอนที่ทดสอบระดับการสนทนากับอ.คนโดเมื่อตอนปี 2 เทอม 1 ตอนนั้นก็คือเข้าไปคุยแบบ ควรจะสบายแต่กดดันจนเกือบหายใจไม่ออก 55555555 เรื่องที่จำได้แม่นสุดคืออ.คนโดถามว่างานอดิเรกคืออะไร เราตอบว่าอ่านหนังสือ อ.ก็เลยถามต่อว่าช่วงนี้อ่านหนังสืออะไรอยู่ ตอนนั้นเพิ่งอ่านฆาตกรรมบนเนิน D (D坂の殺人事件) ของเอโดกะวะ รัมโปฉบับแปลไทยจบ

ของสำนักพิมพ์ JLIT ปกคอมมิคหล่อมากกกกกกกกก
หาซื้อได้ทั่วไปแต่ปกคอมมิคน่าจะไม่มีแล้วแหละ แหะ ๆ

              เท่านั้นแหละ เซนเซให้เล่าว่าเรื่องเป็นไง โอโห ตอนนั้นคือมืดแปดด้าน เล่าเองไม่เข้าใจเองแล้ว ตอนนั้นก็พยายามเล่าแบบงง ๆ อ.คนโดก็พยายามทำความเข้าใจแบบงง ๆ เหมือนกัน จากตอนนั้นก็เลยรู้ว่าจุดอ่อนตัวเองน่ะเป็นการเล่าเรื่องนี่แหละ ผลการทดสอบสนทนาตอนนั้นได้ 上中級 ตอนนี้อยากลองไปแก้มือสักครั้ง ไม่รู้จะขึ้นหรือยัง555555

                แล้วคือไอเรื่อง output ที่ว่านี่เกี่ยวกับ task 3 แบบตรง ๆ เลย คือใน task นี้เนี่ย ชื่อเก๋ ๆ ว่า 目に浮かぶ描写 หรือการเล่าให้เห็นภาพ อ.กนกวรรณให้ดูภาพแล้วเล่ายังไงก็ได้ให้คู่สนทนาเข้าใจว่าภาพมันเป็นยังไง ตอนนั้นก็คือต้องรวบรวมสติ เข้าใจภาพแล้วเล่าเลย ศัพท์ก็นึกไม่ออก ภาพก็เข้าใจไม่หมด ออกมากระท่อนกระแท่นพอสมควร แต่พี่โต้ก็ยังปลอบใจว่าเข้าใจนะ แหะ ๆ เป็น white lie หนูรับได้ค่ะ

              สำหรับเรา สิ่งที่ยากกว่าคิดศัพท์ไม่ออก คือการเล่าเรื่องให้เป็นลำดับและมี climax มากกว่า หลังจากถอดเทปเสียงของตัวเอง และอ่านที่คนญี่ปุ่นเขียนแล้ว รู้สึกว่าคนญี่ปุ่นเขาค่อนข้างเล่าเรื่องเป็นลำดับขั้นและมีจุด climax ด้วย น่าจะแบบ 起承転結 ที่เราคุ้นเคยกันดี เราก็เลยรู้ว่า gap เราเนี่ย เหนือกว่าเรื่องศัพท์หรือรูปประโยค คือการเรียบเรียงให้เข้าใจมากกว่า

              แต่ก็คือ ลองเขียนแก้แบบตั้งสติ ลองลำดับเรื่องแล้วเขียนไปแล้ว จะเป็นยังไงโปรดตามต่อบล็อคต่อไป

タスク2:手際のよい説明

              เคยมั้ย? มีคนมาถามทาง

              ในสยามนี่แหละ ไอเราอะ บางที่ไปถูกนะ แต่ไม่รู้จะอธิบายยังไงว่ามันไปยังไง หรือบางทีเดินเองยังหลงเองเลย อย่าถามหนูววว (โดยเฉพาะ Central World หลงทางในห้าง is not a joke!)

              ไอทักษะการบอกทางเนี่ย เรียนตั้งแต่สมัยอะกิโกะ โตะ โทะโมะดะจิ เรียนตั้งแต่สมัยอะกิโกะ ณัฐฐา (ชื่อนี้หรือเปล่านะ?) ปิยะ และสุนีย์อยู่ม.5 เรียนมานาน แต่ที่เรียนไปไม่เคยได้ใช้จริงเลย แถมมาเรียนซ้ำอีกรอบตอนปี 2 ก็บอกเลยว่า คนญี่ปุ่นมาอ่านน่าจะหลงไปจากสยามไปถึงวัดพระแก้ว เขียนอธิบายเก่งจริง ๆ

              มาเรียนรอบนี้ก็ task ที่คุ้นเคย ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง เขียนอธิบายทางจากบีทีเอสช่องนนทรี จุดหมายอยู่ที่อาคารบรมราชกุมารี แต่แน่นอนว่ามันพิเศษเพราะมีคำว่า 手際のよい!! คำนี้ไม่ได้ประดับมาเล่น ๆ เพราะต้องเขียนอธิบายทางให้เข้าใจง่ายจริง ๆ ด้วย เขียนให้เข้าใจง่ายนี่แหละ เขียนยาก ในใจอยากพิมพ์ว่า グーグルマップを使って行ってください。แต่จิตใจด้านใฝ่เรียนก็เพียรพยายามเขียนออกมาเป็นการเขียนอธิบายที่ยาวจนไม่รู้คนญี่ปุ่นเขาจะเลิกอ่านแล้วเดินมั่ว ๆ เองมั้ย

Image result for bts ช่องนนทรี
Image result for bts สยาม

              ปกติเขียนเรียงความหรืออะไรที่ยาว ๆ ก็ไม่เคยมีความเห็นใจต่อผู้อ่าน ปั่นให้เสร็จแล้วส่งอย่างเดียว เริ่มรู้สึกผิดต่ออ.โคยะมะ อ.นะกะอิ และอ.อิเคะทะนิขึ้นมาแบบเล็ก ๆ เหล่าอาจารย์ต้องทนอ่านเรียงความที่ปราศจาก empathy ของเรามาปีเต็ม ๆ

              รอบนี้เลยตั้งเป้าหมายว่า จะพยายามเขียนแบบเห็นใจผู้อ่าน ลำบากตัวเองหน่อย (อะไรนะ ไม่หน่อย?) แต่น่าจะบรรลุเป้าหมายและจุดประสงค์ของการเขียนจริง ๆ

              ก็นี่เขียนเพื่อให้คนญี่ปุ่นไปให้ถูกที่นี่ จะให้คนเขียนอ่านรู้เรื่องคนเดียวมันก็…

              หลังจากที่เขียนเองดราฟต์แรก ได้ฟีดแบคจากเพื่อนในห้อง ดูตัวอย่างที่คนญี่ปุ่นเขียน และตัวอย่างที่คุณยะมะดะที่มาร่วมคลาสด้วยหนึ่งครั้งช่วยเขียนมาให้แล้ว ลิ้งค์ด้านล่างนี้เป็นฉบับไฟนอลที่เราคิดว่า ส่วนตัวเราโอเคแล้วคนอ่านก็น่าจะถึงจุดหมายได้แหละ จะแปะเลยก็กลัวลายตา แยกไปดีกว่า 😉 文学部へ迷わずににたどり着ける詳しい道のり

              แต่ที่เขียนฉบับไฟนอลไปเนี่ย ก็พบว่าตัวเองมีข้อผิดพลาดที่ตัวเองมองข้ามอยู่ไม่น้อยทีเดียว

1. ด้านเนื้อหา

              1.1 ตั๋ว: เราลืมนึกไปว่า คนญี่ปุ่นอาจจะใช้เครื่องซื้อตั๋วบีทีเอสไม่เป็น และอาจจะไม่รู้ว่าบีทีเอสมีเครื่องที่รับแต่เหรียญ (ลืมนึกถึงตอนที่ยืนงงอยู่หน้าตู้ขายตั๋วรถไฟที่ญี่ปุ่นเลย) มาถึงก็เชิญขึ้นชาญชาลาไปสนามกีฬาแห่งชาติเลยจ้า แล้วก็เรื่องตั๋ว มันมีตั๋วที่ขาออกต้องสอด ถ้าคนญี่ปุ่นเห็นตัวอย่างจากคนข้างหน้าที่ใช้แรปบิทแตะออก มันก็น่าจะไม่เปิด

Image result for ตั๋วบีทีเอสใหม่
อันนี้บัตรบีทีเอสแบบใหม่ แตะเข้า สอดออก คนญี่ปุ่นที่เคยมาไทยก่อนหน้าอาจจะงงเพราะของเก่าเป็นแบบสอดเข้าสอดออก

              1.2 จุดสังเกต: มองข้ามจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นพวกเสียงประกาศว่ากำลังจะถึงสถานี อันนี้คิดว่ามีประโยชน์มาก เพราะมองแผนที่ในรถไฟฟ้า บางทีก็ไม่ค่อยช่วยอะไรเท่าไหร่ แล้วก็เวลาลงจากสถานีมา จุดสังเกตที่เป็นร้านใหญ่ ๆ หรือห้างก็ช่วยได้มาก อันนี้เราคิดว่าเราทำได้ค่อนข้างดีนะ แต่รู้สึกว่า ของคุณยะมะดะซังดีมาก ๆ โดยเฉพาะที่บอกว่าตรงข้ามตึกบรมฯ มีตึกที่เหมือนวัดไทยอยู่ อันนั้นคือเด่นมาก แต่สงสัยชินตาเลยลืมนึกถึงว่ามันเป็นจุดสังเกตที่ดีมาก

อีกอย่างคือเรื่องรูปร่างตึก เราไม่ได้เขียนอธิบายเรื่องตึกรูปตัว L แต่เขียนแค่ว่ามีโรงอาหารกับร้านกาแฟ True Coffee นั่นก็คิดว่าละเอียดแล้วนะ แต่เขาคิดเรื่องตึกรูปตัว L ด้วยอะ เนี่ย empathy ของจริง

              1.3 ภาษาที่ใช้บอกสถานที่: ในไทยส่วนมาก็มีสองภาษาคือไทยกับอังกฤษ (มีจีนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ) ถ้าหากเราถอดเป็นคะตะคะนะทั้งหมด คนญี่ปุ่นก็น่าจะลำบากอยู่ไม่น้อย จุดนี้เลยคิดว่า ใช้ภาษาอังกฤษไปน่าจะดีกว่า (ยกเว้นที่คุ้น ๆ กัน แบบที่ญี่ปุ่นก็มีแบบเซเว่น) แล้วก็ตึกบรมราชกุมารีที่เป็นจุดหมาย หน้าตึกพี่เขาไม่มีตัวอักษรภาษาอื่นนอกจากภาษาไทยเลย! อันนี้ถ้าอธิบายรูปร่างตึกประกอบกับบอกว่ามีตัวอักษรไทยเขียนอยู่ก็น่าจะดีขึ้น

              1.4 ความถูกต้อง: ก็คือบอกทาง แต่บอกผิดนั่นเอง ตอนให้ลงรถที่สยาม กว่าจะถึงทางออกที่ต้องแตะบัตร มันต้องลง 2 ชั้น แต่ดันเขียนไปว่าลงแค่ชั้นเดียว ขอเชิญนั่งกลับไปบางหว้าและสำโรงเลยค่า แง555555

2. ด้านการใช้ภาษา

              2.1 การใช้คำ: เราค่อนข้างมีปัญหาเรื่องการหลากคำ โดยเฉพาะในดราฟต์แรก เราใช้คำศัพท์ซ้ำเยอะมากเพราะไม่รู้จะใช้คำอะไรแทน เช่น

              ลงรถเราก็ 降りる อย่างเดียว ทั้งที่มันมีคำที่ใช้แทนได้ และประหยัดตัวอักษรกว่าเช่นคำว่า 下車する

              คำว่า まっすぐに行く เราก็ใช้คำว่า 直進する แทนได้

              คำว่า 右・左に曲がる เราก็ใช้ 右折・左折する แทนได้

              หรือคำอื่นที่มีคำที่ดีกว่าใช้ เช่นคำว่า を通る เปลี่ยนมาใช้ 通過する จะสื่อความมากกว่า

              ซึ่งศัพท์เหล่านี้มาจากตัวอย่างที่อาจารย์ให้มา ที่เป็นบอกทางไปมหาวิทยาลัยวาเซดะ เราจะรู้ได้ทันทีว่าคนญี่ปุ่นมีวิธีการใช้คำหรือหลากคำให้ไม่ซ้ำกันยังไง อันนี้เข้าหลัก 良質なインプット หรือเปล่านะ55555 แต่คิดได้ทันทีว่าการเพิ่มศัพท์เป็นสิ่งสำคัญมาก เราจึงตัดสินใจที่จะอ่านนิยายญี่ปุ่น!

              นอกจากหลากคำแล้วก็มีการใช้คำผิดนี่แหละ สกรรมกริยา อกรรมกริยา รู้สึกว่ามั่วไปหมด ยืนเข้าแถวต้องใช้ 並ぶ ไม่ใช่ 並べる สิ แล้วก็ 進める กับ 進む ชอบสับสนและจำสลับกัน

              2.2 การใช้คำช่วย: อันนี้เป็นสิ่งที่เหมือนตัวเองจะเคยรู้มาก่อนแต่ก็ลืม (化石化 ถามหา รู้สึกจะคอนเซปต์เรื่อง で待つ กับ に待つ หรือเปล่านะ?) คือลงรถที่สถานีไหน ใช้คำช่วย で降りる ไม่ใช่ に降りる! ฟังไม่ผิด ถ้า に降りる นี่ให้ฟีลเหมือนตกลงไปในสถานีที่เป็นหลุมมากกว่าหรือเปล่านะ

              แม้จะตรวจจับความผิดพลาดของตัวเองได้อยู่ไม่น้อย แต่เราคิดว่า task ชิ้นนี้เป็นชิ้นที่เราทำได้ค่อนข้างดีนะ (ขอชมตัวเองหน่อย แหะ) เราคิดว่าเราบรรลุเป้าหมายของตัวเองอยู่แหละ แม้จะมีงงบางจุด แต่เราว่าหากเราให้คนญี่ปุ่นอ่านสิ่งนี้ เราน่าจะพาเขาจากช่องนนทรีมาที่ตึกบรมฯ ได้อยู่นะ Task นี้ยาก แต่สนุก! สนุกตรงที่ต้องพยายามนึกนี่แหละว่า ถ้าคนอ่านเป็นคนที่ไม่เคยมาสถานที่ที่เราอธิบายเนี่ย เราต้องทำยังไง ต้องหาจุดสังเกตให้เขายังไง ต้องระวังตรงจุดไหนบ้าง บางอย่างมันเป็นสิ่งที่เรามองข้ามตลอด แต่พอต้องนึกถึงคนอื่นแล้ว นั่นเป็นจุดเล็ก ๆ ที่หากสังเกตได้จะช่วยคนอื่นได้มากทีเดียว

タスク2:手際のよい説明「文学部へ迷わずにたどり着ける詳しい道のり」

และนี่ก็คือออออออ งานไฟนอลดราฟต์ของงานนี้ค่า

文学部へ迷わずにたどり着ける詳しい道のり

 BTSチョンナンシ駅からチュラロンコン大学文学部BRKビールまでは、次のような道のりです。まず、BTSチョンナンシ駅のホームからナショナルスタジアム行きの電車に乗車し、サイアム駅で下車します。サイアム駅から、チュラロンコン大学文学部BRKビルに行くために方法が2つあります。1つ目は歩いていくこと、2つ目はCU SHUTTLE BUSで行くことです。

 1つ目は、アンリードゥナン通りに沿って、歩くことです。まず、到着ホームから、2階下り、6番の出口に出てください。6番の出口には、KARMARTというピンク色の化粧品屋があります。そこの出口を出て、高架橋を進みましょう。大通りを渡らずに、最初に目に入った右側の階段を下りてください。アンリードゥナン通りに沿って、文学部の門まで800メートル程度とにかく曲がらずに直進します。チュラ―の歯学部と獣医学部、そして、PATUMWAN DEMONSTRATION SCHOOLの門を通り、バス停を通過したら右手に見えるのは文学部の門です。その門を右折してください。先に見えるのは食堂とTrue Coffeeという喫茶店があるビルですが、そのビルを通り過ぎ、隣にあるビルまで行きます。入口の上に三角形のような形が付いている白いビルがBRKビルです。

 2つ目は、チュラロンコン大学のバスで行くことです。そのバスはピンク色をしているCU SHUTTLE BUSというバスです。CU SHUTTLE BUS(ここからはCU SHUTTLE BUSを短くバスと呼びます)に乗るためのバス停は2ヵ所あります。1つ目は徒歩の方法と同じルートです。バス停は階段を下りてからすぐ、セブンイレブンの前にあります。制服を着ている学生が並んでいるなら、一緒に並ぶとよいです。2つ目のバス停はLIDO(リドー)という映画館の前です。サイアム駅の2番目の出口を出て、階段を下りてからWATSONSという青緑色の化粧品屋の方へ向かってください。WATSONSを通過して、その次がバス停です。ここで注意してほしいのは、セブンイレブンまで行かないことです。文学部に行くバスは1番です。1番のバスに乗りましょう。バスは交差点と大学の正門でそれぞれ左に曲がって、直進して右にカーブする三叉路のところが文学部のバス停です。そこでバスを降りて、BRKビルは右手にある高いビルです。注意点はCU SHUTTLE BUSが日曜日に走らないことです。

教室の外:エピソードって思ったより大事だなあ

    เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปลองข้อสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งในข้อสอบฉบับภาษาญี่ปุ่นที่ใช้สอบมีการแบ่งระดับเป็น Beginner-Intermediate-Advance ซึ่งแน่นอนว่าเราทำได้แบบกระท่อนกระแท่นถึง Intermediate ส่วน Advance ก็จะไม่ปล่อยเบลอไป ไม่อยากพูดถึงแล้ว มันเจ็บบบบ

              สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่การทำข้อสอบไม่ได้ของเราแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องบทความที่เราได้อ่านในส่วนของข้อสอบการอ่านระดับ Intermediate คือมันเป็นบทอ่านเกี่ยวกับเรื่อง エピソード EPISODE เอพิโสด!! ตอนเห็นบทความก็แบบ คิดในใจ อีกแล้วหรือจ๊ะ หลอกหลอนเก่งเหลือเกิน แต่อ่านไปแล้วเราก็พบประเด็นน่าสนใจอยู่ไม่น้อยทีเดียว (แต่เราหาบทความต้นฉบับไม่เจอ จำได้แต่เนื้อเรื่องคร่าว ๆ)

              อันนี้เป็นบทความเกี่ยวกับการจดจำและรับรู้ความหมายของคำคำหนึ่งในภาษาญี่ปุ่นของคนญี่ปุ่น อันนี้อาจจะเกี่ยวพันทั้งเรื่อง episode และเรื่อง Behaviorism ด้วย คือการจดจำคำต่าง ๆ จากที่ผู้ใหญ่สอนของเด็ก และอาจจะประกอบ UG หรือ Universal Grammar ของ Noam Chomsky อยู่เล็กน้อยด้วย UG ที่ว่าเป็นหลักการว่าด้วยเรื่องสมองของเราก็มีส่วนของการรับรู้และสร้างภาษาอยู่ตั้งแต่กำเนิดแล้ว ไม่ใช่การเลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่ทั้งหมด

Hello, it’s me. Chomsky~

              ในบทความเริ่มด้วยการเล่าว่า ในการใช้ชีวิตประจำวันของเราเนี่ย เรามีการแปลความหมายของสิ่งต่าง ๆ อยู่ในหัวตลอดเวลา เช่น เวลาเดินไปคอมบินิ ในหัวเรารับรู้นะว่าของในคอมบินิเนี่ยยังไม่ใช่ของของเราจนกว่าเราจะจ่ายเงิน เราถึงจะจัดการกับสิ่งที่เราซื้อมาอย่างไรก็ได้

    ซึ่งในบทความเขียนเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องการรับรู้ความหมายของคำ โดยในบทความยกคำว่า やわらかい (นุ่ม) ขึ้นมา แล้วเล่าว่าเด็กคงจะได้ยินคำนี้ครั้งแรก ตอนที่ผู้ใหญ่จับที่ผิวแล้วบอกว่าผิวของเด็กนุ่ม อันนี้ที่เราคิดว่าเป็น behaviorism แต่ระหว่างที่เติบโต ดำเนินชีวิตต่อมาเรื่อย ๆ เราก็จะสามารถรับรู้ความหมายของคำว่า やわらかい ได้ผ่าน episode ต่าง ๆ ที่เราได้พบเจอ เมื่อเราเจอคำนี้อีก สมองก็จะดึง episode ในความทรงจำของเราออกมาเพื่อบอกว่า やわらかい นี้ใช้ในความหมายใด

    ถึงแม้จะไม่สามารถนึก episode ที่เกี่ยวข้องกับคำดังกล่าวได้ทั้งหมด แต่ความหมายของคำที่เรารับรู้มาก็ยังคงอยู่ในสมอง ตรงนี้เราว่าเกี่ยวกับ UG ซึ่งมันไม่ใช่การรับมาโดยตรง แต่เป็นการรับความหมายมาแล้วเอามาตีความเองใหม่ แม้จะไม่เคยเจอมาก่อนก็สามรรถเข้าใจความหมายได้

    แต่วิธีการรับรู้ความหมายของคำศัพท์นี้จะเกิดก็ต่อเมื่อได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการใช้ภาษานั้นเป็นหลัก เช่น หากอยู่ในประเทศญี่ปุ่น เราก็จะรับรู้ความหมายของคำภาษาญี่ปุ่นผ่านการรับรู้ episode ต่าง ๆ เป็นหลัก ไม่ใช่การเปิดพจนานุกรมเพื่อหาความหมาย

    บทความก็พูดต่อไปถึงเรื่องการที่เด็กญี่ปุ่นเรียนเรียนภาษาอังกฤษแล้วไม่ใช่สามารถนำไปใช้ได้ ก็มีสาเหตุมาจากเรื่องที่ไม่ได้ไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก การรับรู้ความหมายของศัพท์จึงต้องอาศัยการเปิดพจนานุกรม ไม่ใช่การรับรู้ผ่าน episode ที่จะทำให้เราสามารถรับความหมายของคำได้โดยไม่ต้องท่อง

    อ่านแล้วก็มาย้อนมองตัวเอง ตอนเรียนภาษาญี่ปุ่นช่วงแรก ๆ ก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ อาศัยการท่องศัพท์แบบนกแก้วนกขุนทอง ท่องเสร็จ สอบ ลืม! แต่รู้สึกว่าหลังจากที่ได้เข้ามาเรียนในเอก อยู่ในสภาพที่รอบตัวมีการใช้ภาษาญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น รูปแบบการจำศัพท์ของเราก็เริ่มเปลี่ยนไปเหมือนกัน ศัพท์ที่จำได้คือศัพท์ที่ใช้บ่อยในห้อง อาจารย์พูดขึ้นมาแล้วมันวนเวียนในหัว หรือมีอะไรสักอย่างเกี่ยวข้องกับมัน แต่ศัพท์ที่ท่องไปสอบแต่ละครั้งเนี่ย ไม่เหลือ! จบเพียงเท่านี้จ้า ไม่รู้เนื้อหาที่เขียนออกไปจะตรงกับบทความที่อ่านแค่ไหน แต่เห็นว่าน่าสนใจเลยอยากเอามาเล่าให้ฟัง

タスク1.1:魅力的な自己紹介(続く)

              ในบล็อคแรกที่เขียนไปนั้นนนนน ( จิ้มเลยค่า ขออนุญาตขายของ ใครยังไม่อ่านไปอ่านได้นะค้า) เป็น ค่อนข้างเป็น prompt self-introduce คืออยู่ ๆ เธอก็มา ไม่ได้ให้เวลาเตรียม (ใจ) จึงออกมาแบบงง ๆ มึน ๆ พูดจบก็แบบ เอ๊ะ ตะกี้พูดไรนะ ภาษาคนเหรอ

              แต่ถึงมีเวลาให้เตรียมก็ยังออกมางง ๆ มึน ๆ อยู่ดีนั่นแหละ แหะ ๆ เข้าเรื่อง ก็คือหลังจากแนะนำตัวแบบพูด ก็มาถึงการแนะนำตัวแบบเขียนนั่นเองงงงงง (เหมือนจะต่อยอดไปสู่พวก 自己アピール ได้ด้วย ซึ่งอันนี้ ทั้งในคาบคอนเวอร์ และคาบซะกุบุนก็ต้องทำเหมือนกัน คิดว่าคงมีประโยชน์อยู่ไม่น้อย) แต่การจะโยนตู้มมาให้เขียน อาจารย์กนกวรรณก็ให้ไกด์ไลน์มาเล็ก ๆ น้อย ๆ คือให้ตัวอย่างการเขียนแนะนำตัวของคนญี่ปุ่นที่พอจะทำให้ตราตรึงในจิตใจของผู้ฟังได้บ้าง

              หลัก ๆ ก็มี การพยายามเสนอว่าตัวเองจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้ฟังได้ การบอกว่าได้เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ต่าง ๆ การเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบันว่ามีส่วนไหนดีขึ้นบ้าง ซึ่งการแนะนำตัวแบบนี้จะทำให้เราสามารถอวดตัวเองโดยไม่โดนอีกฝ่ายหมั่นไส้ได้

              เป้าหมายในการเขียนแนะนำตัวเราก็ตั้งไว้แบบนั้นแหละ เขียนไม่ให้ชาวบ้านหมั่นไส้และสามารถอวดตัวเองได้ด้วย แต่ถามว่าสำเร็จหรือไม่นั้น….

              ไม่รู้เหมือนกันอะ ยังไม่ได้ให้เพื่อนลองอ่านเลย แหะ ๆ

              รอบนี้เราเลือกใช้เทคนิคเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบัน ว่าเราได้เรียนรู้อะไรสักอย่างหนึ่งและทำให้ตัวเราเปลี่ยนแปลงผ่านเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งที่เลือกเขียนไปคือ ประสบการณ์ตอนม.ปลาย เข้าไปตอนแรกเลยก็ด้วยความที่เป็นคนคุมงานกลุ่มมาตลอด คราวนี้ก็เสนอตัวคุมอีกแหละ แต่ดันพังเพราะไม่วางแผนและไม่สนเพื่อน จากประสบการณ์นี้ก็ได้เรียนรู้เรื่องการวางแผนและการพยายามสื่อสารกับเพื่อนเพิ่ม

    ส่วนเป้าหมายที่ว่าจะพยายามเขียนไม่ให้ยกตัวเองเกินไป หากเพื่อน ๆ อยากอ่านและคอมเมนต์สิ่งที่เราเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นก็สามารถอ่านได้นะคะ แปะไว้ด้านล่างแล้ว ช่วยดูให้หน่อยว่าแบบนี้มันดูน่าหมั่นไส้หรือเปล่า55555 (อันนี้เวอร์ชั่นแก้ตามคำแนะนำของอ.กนกวรรณแล้ว ส่วนเรื่องข้อผิดพลาดที่เกิดกับดราฟต์แรก ขอเชิญด้านล่างค่ะ)

              私にとって、物事をする上に、最も大切なのは計画性と協調性であると信じている。そして、そのようなことを持っている人になれるように努力している。計画性と協調性の大切さを知ったのは高校のときに経験したことのおかげ。高校1年のとき、あるグループレポートのリーダー役を担当していた。最初は自分が優秀な人なので、リーダーに選ばれたかもしれないとうぬぼれで、実はそうではなかったと気づいてきた。自らは、計画など立てなくて管理できると信じていたが、結局は管理しにくく仕事が手に負えなかった。締め切りも迫っており、あれもこれも終えそうになかった。その時に思い付いたただ一つの解決方法は、リーダーの責任なので自分一人ですべてをやることだった。

 しかし、それは大間違いだった。仕事を完成させたかったのに、なかなかできなかった私は、友人と一緒に行った方が早いのではないかと言われた。皆で努力して、お互いを助け合うことのおかげで、ようやくそのレポートが無事に終わった。事前に計画を立てなかったことと友人ときちんと話し合わなかったせいで、困難な状況になった。この経験から、計画性と協調性の重要性を改めて認識した。そのことを学んだ私は、常に心に留めて人生を送りたいと思っている。    

              หากเทียบกับที่เขียนส่งและที่อาจารย์ให้คำแนะนำเรื่องการแก้มา ปัญหาหลัก ๆ ของเราก็คือ

  • เรื่องความสะเพร่าตอนใช้คำช่วย
  • การใช้คำเชื่อม คือ ใช้ それで ซึ่งได้รับคำแนะนำมาว่า そして ดีกว่า ก็ยังสับสนอยู่นิดหน่อยแต่จะไปค้นหาเพิ่มค่ะ
  • การใช้คำผิดความหมาย บางทีก็ตามความเคยชิน ไม่ได้เปิดพจนานุกรมเช็ค มั่นใจเกินเหตุ ลื่นตกเหวเลย แหะ ๆ เช่นคำว่า 自慢 กับ うぬぼれ ไอเราก็คิดว่าเหมือนกันก็เลยใช้คำที่เป็นคันจิเพราะคิดว่าเป็นภาษาเขียนมากกว่า ความจริงแล้ว 自慢 ใช้เวลาอวดตัวเองกับคนอื่น แต่ うぬぼれ กว้างกว่า คือทั้งหลงตัวเองและบางทีก็ไปอวดคนอื่นด้วย แล้วก็คำว่า 思い出した ที่แก้เป็น 思い付いた แล้ว อันนี้มาลองดูดี ๆ ก็รู้อยู่ว่า ไอคำว่า “นึกออก” นี้มันไม่ใช่นึกสิ่งที่เคยประสบพบเจอแต่มันคือนึกวิธีการใหม่ต่างหาก
  • ใช้ภาษาพูด เช่น ใช้ やる แทน 行う
  • การหลากคำ แม้จะพยายามหลากแล้วก็ยังใช้คำซ้ำเยอะมาก เพราะกลัวเอา synonym มาใช้แล้วจะผิดความหมายไป จะเห็นได้ว่า คำว่า 知る รัวมาก
  • การเรียงประโยค อันนี้เป็นประโยคที่อาจารย์แนะนำว่าหากเขียนเรียงใหม่จะเข้าใจง่ายขึ้นคือ
    管理できると自らは信じていたので計画などを立てようとしなかったが、仕事が手に負えないほど管理しにくかった。
    เป็น
    自らは、計画など立てなくて管理できると信じていたが、結局は管理しにくく仕事が手に負えなかった。

    มาอ่านของที่อาจารย์แก้มาแล้วรู้สึกมันอ่านง่ายและสมู้ทขึ้นมาก ๆ เหมือนเราพยายามแปลประโยคภาษาไทยในหัวจากประโยคว่า “ไม่ได้วางแผนเพราะคิดว่าตัวเองจะจัดการได้ แต่งานมันกลับจัดการยาก” ก็ไม่เข้าใจในหัวตัวเองเหมือนกันว่าทำไมแปลออกมาแบบนี้

              ข้อผิดพลาดที่เหลือก็เป็นเพราะไม่เคยเห็นตัวอย่างการใช้และไม่เข้าใจเซ้นส์การใช้ก็เลยเลี่ยงไปเลย ซึ่งคิดว่าบางทีตัวเองอาจจะต้องแหกคอกกล้าเขียนกล้าพูดเสียตั้งแต่ตอนนี้ ตอนที่ยังมีคนคอยแก้ให้ดีกว่า

              ส่วนที่ได้พัฒนาตัวเองจริง ๆ จากงานเขียนนี้ก็คือการพยายามเขียนอวดตัวเองให้ดูไม่อวดตัวเองนี่แหละ ในมุมมองของตัวเองถือว่าเป็นการได้ชาเลนจ์สิ่งใหม่ ๆ แต่เมื่อให้คนอื่นแล้วสิ่งที่ตัวเองต้องการทำนั้นสำเร็จหรือไม่ก็ไม่สามารถรู้ได้ อีกอย่างหนึ่งก็คือเราแคร์เรื่องการคิดแบบคนญี่ปุ่นมากขึ้น แต่ก่อนก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะคิดว่า mindset คนญี่ปุ่นเป็นไงก็ไม่เห็นเป็นไรเลย แต่ในเมื่อเรียนภาษาญี่ปุ่นในระดับนี้แล้วเราก็ควรจะรับมาทั้งภาษาและความคิดของคนญี่ปุ่นด้วย

              เหนื่อยอะ พบกันใหม่บล็อคหน้าดีกว่า เย้

遊ぼう:エピソードで伝えよう!

              ตอนคาบแรกที่คุย ๆ กันในห้อง ได้เรียนรู้ว่า การจะเล่าเรื่องอะไรสักอย่าง หรือสื่อความอะไรสักอย่างให้ผู้ฟังจำได้ การใส่ エピソード (episode) หรือเรื่องราวที่ได้ประสบมานั้นเป็นวิธีการที่ทำให้ผู้ฟังจำได้และประทับใจที่ดีอีกวิธีหนึ่ง

              พูดถึงการเล่าเรื่องเพื่อสื่อความรู้สึกแล้วก็นึกถึงเพลงของวง Back Number ขี้นมาเลย เพลงของวงนี้ บางทีเรารับรู้ได้ว่าเขาต้องการจะสื่ออะไรโดยไม่ต้องใช้คำพูดตรง ๆ เลย บางทีเพลงรักก็ไม่มีคำว่ารัก เพลงอกหักก็ไม่ได้มีคำว่าเสียใจ ไม่บอกตรง ๆ แต่ใช้การใช้ episode เพื่อให้เราเข้าใจว่าเพลงต้องการจะบอกอะไร ฟังแล้วก็แบบ โอ้ย ทำไมมันโดนหัวใจขนาดนี้ วันนี้ก็เลยอยากนำเสนอเพลงนึงของวงนี้ที่ใช้การใส่ episode แทนการใช้คำพูดบอกความรู้สึกตรง ๆ

โฉมหน้าผู้ร้องเพลงได้กระแทกใจวัยรุ่นรักว้าวุ่นที่สุด

              แต่ก่อนจะเข้าเรื่องนั้น เรามารู้จักวงนี้คร่าว ๆ กันดีกว่า วง Back Number คนญี่ปุ่นชอบเรียกแบบย่อ ๆ ว่า バクナン (บะขุนัม) เป็นวงดนตรีป็อปร็อค บางทีก็ไปทางเจป็อปบ้าง ก่อตั้งขึ้นในปี 2004 มีสมาชิกทั้งสิ้น 3 คนด้วยกัน วงนี้เริ่มเป็นที่รู้จักขึ้นเรื่อย ๆ และบูมขึ้นมาสุด ๆ ตอนที่ร้องเพลง クリスマスソング (Christmas Song) ที่ใช้ประกอบละคร 5時から9時まで (From 5 to 9 นำแสดงโดย ยะมะชิตะ โทะโมะฮิซะ หรือยามะพี กับอิฌิฮะระ ซะโตะมิ) เพลงนี้ดังในขั้นที่ว่า เป็นเพลงที่ต้องร้องในคาราโอเกะเลยทีเดียว

              นอกจากนี้ก็มีเพลง ハッピーエンド (Happy End) ประกอบภาพยนตร์ 明日、僕は昨日のきみとデートする (I will date with yesterday you เรื่องนี้เข้าไทยด้วย ร้องไห้หนักมาก มีเพลงของ Back Number ช่วยขยี้ยิ่งร้องหนัก5555) และเพลง 瞬き (Mabataki) ประกอบภาพยนตร์ 8年越しの花嫁 (8-year engagement) เป็นเพลงที่ทำให้เวลาได้ยินคำว่า 幸せとは ทีไร ในหัวนี่ต่อเนื้อเพลงอัตโนมัติทันที

              เกริ่นยาวมาก ขอเข้าเรื่องดีกว่า เพลงที่วันนี้จะมานำเสนอไม่ใช่เพลงที่ว่ามาทั้ง 3 เพลงด้านบน แต่เป็นเพลงในอัลบั้มเก่าแล้วล่ะ ชื่อว่าเพลง 世田谷ラブストーリー ไม่รู้จะแปลไทยยังไง คงประมาณ มนต์รักเซตะกะยะล่ะมั้ง (ทำไมดูลูกทุ่ง ๆ ?) เพลงนี้จะจำกัดความว่าเพลงอกหักก็ได้ แต่มันก็ปลายเปิดแบบไม่มีข้อสรุปให้มากกว่า ฟังแล้วจินตนาการเรื่องราวตามไปก็เศร้าแทนคนในเพลงเสียอย่างนั้น

              เอาล่ะ มาฟังกันเลยค่า

เพลงของ back number จริง ๆ มันติดลิขสิทธิ์ ไม่ได้ปล่อยเต็มเพลง เอาเวอร์ชั่นโคฟเวอร์ของคุณ 粉ミルク ไปก่อนแล้วกันเนอะ คนนี้ arrange ดนตรีใหม่ได้ดีงามทุกเพลง!

              แปลเนื้อแถมให้ด้วยแล้วกัน ภาษาอาจจะไม่สวยเท่าไหร่แต่ตั้งใจแปลมากเพราะอินเพลง (ป.ล. ในยูทูปมีคนแปลเนื้อไทยไว้ในเพลงโคฟเวอร์ของคุณ 粉ミルク ไม่ใช่ใครอื่นใด เทพณุแห่งเอกญี่ปี 3 นั่นเอง)

旧道沿いの居酒屋を出てから僕が無口なのは
今日君を家に誘うその口実を探しているんだよ

ที่ผมเอาแต่เงียบมาตลอดทางตั้งแต่ออกมาจากร้านอิซากายะเลียบถนนเส้นเก่า
ก็เป็นเพราะมันแต่หาข้ออ้างชวนคุณมาที่บ้านนี่แหละ

駅まで3分ちょっと近すぎたよな
酔っぱらった僕に君はまたねと小さく手を振った

เวลาที่ใช้เดินไปสถานีแค่ 3 นาที สั้นเกินไปเนอะ
แล้วคุณก็โบกมือเล็ก ๆ มาให้ผมที่เมาอยู่แล้วพูดว่า “แล้วเจอกันนะ”

今度は君を追いかけて
もう今日はここにいなよって
ちゃんと言うからまた遊びに来てよ
もう終電に間に合うように送るようなヘマはしない
もうしないからさ

ครั้งหน้าผมจะวิ่งตามคุณไป แล้วบอกว่าวันนี้ค้างคืนที่นี่เถอะนะ เพราะงั้นช่วยมาอีกทีได้ไหม
ไอจะไปส่งให้ทันรถไฟเที่ยวสุดท้ายน่ะ เรื่องโง่ ๆ แบบนั้น จะไม่ทำอีกแล้วล่ะ

改札入って振り返り 気を付けてねとまた君は手を振る
僕も同じ言葉を言いながら呼び止めなきゃと心で繰り返す

คุณเข้าไปในสถานีแล้วก็หันกลับมาบอกว่าระวังตัวด้วยนะพร้อมกับโบกมือมาให้อีก
ผมเองก็พูดคำเดียวกันนั่นกลับไป พร้อมกับคิดอยู่ซ้ำ ๆ ว่า ต้องรั้งคุณเอาไว้

各駅停車は君を連れ去ってゆく
僕の関われない毎日へとガタンゴトン
君を縛るための名前を持たない僕の
時間は24時20分まで

รถไฟเที่ยวปกติพาคุณออกห่างไปจากผม ไปสู่วันปกติที่ผมไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยได้
เวลาของตัวผมที่ไม่มีอะไรจะรั้งเธอไว้ได้นั้นมันมีถึงแค่เที่ยงคืน 20 นาทีเท่านั้น

階段上って見渡せばいつもの見慣れた風景で
ついさっきまでこの街に君がいたのか
あぁ君がいたのか

พอเดินขึ้นบันไดไปแล้วมองไปรอบ ๆ ก็เห็นแต่ทิวทัศน์ที่แสนคุ้นตา
จนถึงเมื่อกี้นี่คุณอยู่ในเมืองนี้สินะ เฮ้อ เมื่อกี้คุณยังอยู่เลย

今度は君を追いかけて
もう今日はここにいなよって
ちゃんと言うからまた遊びに来てよ
もう終電に間に合うように送るようなヘマはしない
もうしないからさ

ครั้งหน้าผมจะวิ่งตามคุณไป แล้วบอกว่าวันนี้ค้างคืนที่นี่เถอะนะ เพราะงั้นช่วยมาอีกทีได้ไหม
ไอจะไปส่งให้ทันรถไฟเที่ยวสุดท้ายน่ะ เรื่องโง่ ๆ แบบนั้น จะไม่ทำอีกแล้วล่ะ

月の明かりに照らされた
黒い髪 横顔 唇を
思い出して胸が苦しくなるよ
その全部が僕のものなら悲しい想いなどさせない
絶対させないのにな

เส้นผม ใบหน้าด้านข้างและริมฝีปากของคุณที่กำลังต้องแสงจันทร์
แค่นึกถึงสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาก็เจ็บปวดใจขึ้นมา
ทั้งหมดที่ว่ามาก หากมันเป็นของผมล่ะก็จะไม่ทำให้เศร้าเลย
จะไม่มีวันทำให้เศร้าเด็ดขาดเลย

もう終電に間に合うように送るようなヘマはしない
もうしないからさ

ที่ว่าจะไปส่งให้ทันรถไฟเที่ยวสุดท้าย
เรื่องโง่ ๆ แบบนั้น จะไม่ทำอีกแล้วล่ะ

ที่มา: https://mojim.com/cny109685x16x12.htm

              จาก episode ที่ใส่เข้ามาในเพลงนี้ ทำให้รู้ได้ทันทีว่าตัวเอกของเพลงรู้สึกเสียดายและเสียใจกับการกระทำของตัวเองอยู่ โดยไม่ได้บอกเลยสักนิดว่ารู้สึกเสียใจแต่ใช้การบอกว่าคราวหน้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วแทน ก็คือบอกกลาย ๆ นั่นแหละว่าครั้งนี้ (และครั้งที่แล้ว) นี่พลาด ขอโอกาสแก้ตัวได้ไหม และเล่าความรู้สึกนี้ผ่านเหตุการณ์ที่ได้แต่มองเธอคนนั้นของตัวเองโบกมือลาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะรู้สึกเสียดายแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ที่ทำได้ก็แค่เพียงคิดถึงอีกฝ่ายและรอเท่านั้น

              ตอนฟังก็คิดว่า โห เนื้อเพลงนี่น่าเอามาทำหนังเนอะ คิดอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งคิดจะเอาเพลงนี้มาเขียนบล็อคเลยไปนั่งหาข้อมูล สรุปว่าเขาก็มีหนังสั้นด้วยนะแต่เราไม่รู้มาก่อน55555 แล้วคือภาพของหนังสั้นตรงกับภาพที่เราคิดไว้ตอนฟังเพลงแบบ 90% อะ เลยรู้สึกประทับใจแบบ ทำไมเขียนเพลงที่ทำให้จินตนาการได้ขนาดนี้ ส่วนหนังสั้นก็เชิญรับชมได้ทางนี้ค่า

ท้ายหนังสั้นมีเพลงที่เป็นของ back number จริง ๆ ด้วย รับชมรับฟังได้ค่า

              ได้เผยแพร่ลัทธิ Back Number เรียบร้อย สบายใจแล้ว คราวหน้าในบล็อคเขียนเล่น ๆ นี้อาจจะทำการเผยแพร่ลัทธิ Back Number ต่อหรืออาจจะมีอะไรใหม่ ๆ (พอดีเป็นคนกิจกรรมเยอะ แหะ ๆ) ก็รอติดตามกันด้วยนะค้า

実際応用:内省することが何より

              การนำไปประยุกต์ที่ว่านี้ ไม่ใช่การนำการแนะนำตัวที่เรียนไปประยุกต์ตรง ๆ แต่เป็นการพยายามทบทวนข้อผิดพลาดของตัวเองซึ่งได้ทำไปในคาบเรียนสัปดาห์แรกนั่นเอง หลังจากทำก็รู้ถึงความสำคัญของการทบทวนกับการเรียนภาษาและการนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

              เหมือนชีวิตปี 3 กลับไปเหมือนตอนที่เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่ คือแนะนำตัวถี่เหลือเกิน แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ ตอนที่เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นใหม่ ๆ น่ะ อันนั้นมัน 入門・初級 แต่ที่เรียนอยู่ตอนนี้เนี่ย 上級を目指しながらの勉強 คือเรียนแบบโปร ที่เรียนอยู่ตรงนั้น จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อการสื่อสารแล้ว จุดประสงค์นี่มุ่งเพื่อการพูดให้เป็นธรรมชาติแบบชาวญี่ปุ่น ซึ่งยากมากกกกก เพราะไม่ได้เรียนตั้งแต่เด็ก ภาษาแม่ไม่ได้เอื้อต่อการเรียนภาษาญี่ปุ่นเลยแม้แต่น้อย (อาจจะมีส่วนที่เอื้อกันในตรงที่เราไม่รู้ก็ได้ จุดนี้ 対照言語学 ศาสตร์แห่งการศึกษาภาษาแม่เทียบกับภาษาญี่ปุ่นเพื่อการเรียนภาษาญี่ปุ่น มันต้องมาแล้วล่ะ)  และสภาพแวดล้อมที่นอกห้องเรียนที่เอื้อในการเรียนภาษาญี่ปุ่นน้อยมาก

              ในคาบสนทนาภาษาญี่ปุ่นในวันอังคารที่ผ่านมา (22 มกราคม) เรียนเรื่องการใช้ フィラー (ฟิลเลอร์: คำที่พูดเพื่อไม่ให้เกิดความเงียบระหว่างบทสนทนา แสดงให้คู่สนทนาเห็นว่า กำลังนึกหรือคิดอยู่ เป็นต้น ตัวอย่างคำเช่น あのう、その、まあ、なんか) สิ่งที่ยากที่สุดในการเรียนสิ่งนี้ก็คือ…

         แนะนำตัวโดยไม่ใช้ フィラー!!

              อาจารย์คนโดให้เงื่อนไขว่าจงแนะนำตัวกับเพื่อนโดยพยายามไม่ให้ใช้คำฟิลเลอร์เลย หากเผลอพูดจะต้องหยุดและเปลี่ยนผลัดการสนทนาทันที ปรากฎว่า…พูดได้สามคำต้องเปลี่ยนผลัด ไม่รู้เรื่องสักทีเพราะเผลอพูดฟีลเลอร์ตลอดเลย มันห้ามไม่ได้ เพราะพอนึกคำพูดไม่ออกปุ๊ป ปากนี่เผลอพูดฟิลเลอร์ก่อนเลย เพราะคิดว่าถ้าปล่อยให้บทสนทนาเงียบไปเลยน่าจะแย่กว่าการพูดอะไรออกมาสักอย่าง แม้จะไม่มีสาระอะไรก็ตาม (แล้วก็พบทีหลังว่า ฟิลเลอร์ก็มีสาระนะ มันสื่อความหมายนะ!)

              อาจารย์ให้อัดเสียงบทสนทนาไว้ แล้วมาฟังทีหลังพร้อมทั้งนับว่าตัวเองพูดคำฟิลเลอร์ไปเยอะขนาดไหน

              มาฟังอีกรอบแล้วก็อืม…ช่างน่าเกลียดอะไรขนาดนี้ ตอนพูดไม่เท่าไหร่ ตอนกลับมาฟังนี่สิ ทำให้รู้ว่าตัวเองติดพูดฟิลเลอร์เยอะมาก ตอนที่แนะนำตัวในคาบ App Jp Ling เมื่อสัปดาห์แรกนั่นพูดไม่เยอะเท่าไหร่เพราะพูดแค่สั้น ๆ แต่พอเป็นบสนทนายาว ๆ แล้วปรากฎว่าพูดเยอะมาก โดยเฉพาะคำว่า まあ บทสนทนา 3 นาที…

              พูดคำว่า まあ ไป 8 ครั้งถ้วน! ยังไม่รวมฟิลเลอร์อื่นอีก

              หลังจากที่ทดลองการแนะนำตัวโดยไม่ใช้ฟิลเลอร์ผ่านไป อาจารย์คนโดก็อธิบายว่า ไอจะไม่พูดฟิลเลอร์เลยก็คงไม่ได้หรอก แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่พอดีและใช้อย่างเหมาะสมต่างหาก เช่น ถ้าพูดว่า あのう แสดงว่ากำลังคิดอะไรอยู่สักอย่างนึง และ!!

              มีเราและเพื่อนจำนวนไม่น้อยที่ติดใช้คำว่า で เป็นฟิลเลอร์ อาจารย์บอกให้ระวังมาก ๆ เพราะอันนี้มันหมายถึง それで ซึ่งเป็นคำเชื่อม ถ้าใส่เข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้า อาจจะทำให้คู่สนทนาคงเรื่องความสัมพันธ์ของสิ่งที่เราพูดมากกว่าเดิม

              อาจารย์คนโดก็ให้ลองพูดอีกรอบ คราวนี้มีเรื่องมาให้เลือก 3-4 เรื่อง (ความทรงจำเลือนลาง จำได้แต่เฉพาะที่ตัวเองพูดไปเนี่ย) ซึ่งมีเรื่องเป้าหมายของปีนี้อยู่ ก็เลยเลือกยกหัวข้อนี้ขึ้นมาใช้ในบทสนทนา เป้าหมายปีนี้ก็คืออยากได้ทุนมง (แม้จะช่างห่างไกล ฮือออ) ก็คุยไปแล้วก็อัดเสียงเอาไว้ฟังที่หลังด้วย แต่คราวนี้อาจารย์สั่งให้ถอดเทปทั้งบทสนทนา ไม่ได้ให้จับแค่ฟิลเลอร์แล้ว หลังจากฟังแล้วก็ อืม…หายนะ

พอระวังไม่ให้ตัวเองพูดคำว่า まあ ก็ดันเผลอพูดคำอื่นแทนซะงั้น あのう、そうですね、その มาเต็ม

มันจะเผลอพูดอะไรนักหนา อยากตายไปเสียให้พ้น ๆ แง

              เศร้าอีกแล้ว

              แต่ไม่เป็นไร ได้วิธีเรียนแบบนี้มา ก็แค่พูดแล้วมาฟังทบทวน พยายามย้อนมาฟังสิ่งที่พูด เวลาพูดก็มีสติขึ้นหน่อย แม้จะพูดง่ายทำยากก็เถอะ แหะ ๆ

タスク1:魅力的な自己紹介

              วันนี้เริ่มคลาสแรกของวิชา App Jp Ling หลังจากคุยเรื่องวิชากันไปพอสมควร อาจารย์ก็เปิด task แรกให้ทำเลย ก็คือการแนะนำตัว ในใจคิด…อีกแล้วเหรอ แนะนำตัวมาทั้งชีวิต (ที่เรียนภาษาญี่ปุ่น) แล้วอะ แต่เพราะหน้าคำว่า 自己紹介 มีคำว่า 魅力的な ขยาย เลยค่อนข้างคาดหวังว่า เราจะพบสิ่งใหม่ หรืออะไรที่แตกต่าง อะไรที่ทำให้แนะนำตัวแล้ว เพื่อนจะลืมชื่อทันที 55555555

Image result for 自己紹介

              เป็นการเรียนที่ตื่นเต้นมาก มาถึงเปิดทอปิคให้มา 4 อัน คือ การทักทาย บอกชื่อ บอกสิ่งที่กำลังศึกษาหรือวิจัยอยู่ และวิธีการคลายเครียด โดยไม่มีหลักการอะไรให้มาก่อน เส้นทางท้าทายเหมือนตอนเขียนนิยายแบบไม่ได้วางพล็อตก่อน และแอบหลอน ๆ เหมือนตอน 1分スピーチ ที่กดดันน้อยกว่านิดนึง ตอนนั้นอาจารย์เริ่มที่อาร์ต หลังจากเถียงกันยกใหญ่ว่าจะเริ่มที่ใคร เราเป็นคนที่ 2

              และด้วยนิสัยที่ มีกฎก็จะทำตามกฎ ไม่ชอบแหกเพราะกลัวผิด อาจารย์ให้หัวข้อมาเท่าไหนก็พูดเท่านั้นเลย ไม่มีการเพิ่มเติมอะไรทั้งสิ้น ตอนพูดอาจารย์ให้อัดเสียงไว้ด้วย สคริปต์ที่พูดได้แค่ประมาณ 20 วินาที ก็ออกมาได้ประมาณนี้

 こんにちは。私はティダーラットと申します。今は、あのう、流行語について研究しています。ストレスを解消する方法はBL小説を読むことです。はい。ありがとうございます。

              เห็นแล้วก็คิด…นี่เรียนภาษาญี่ปุ่นมาจะ 6 ปีจริงแล้วหรือตัวฉัน ทำไมพอได้ prompt topic ทีไรมันพูดไม่ออก เรียบเรียงไม่ได้ทุกที หลังพูดก็ฟังของพี่โต้กับพี่มายพูด รู้สึกว่าพี่ทั้ง 2 คนมีการใส่ episode ให้กับเรื่องราวของตัวเองเพิ่มเติม ซึ่งเรานึกได้ทันทีก่อนที่จะดูวิดีโอของคนญี่ปุ่นด้วยซ้ำว่าส่วนนี้เป็นส่วนที่เราขาด (ส่วนหนึ่งก็เพราะอาจารย์พูดเรื่องการใส่ episode ไปแล้วก่อนหน้านี้)

              ชอกช้ำ แต่มนุษย์เราโง่เพื่อที่จะฉลาดขึ้น หลังมองสคริปต์ง่อย ๆ ของตัวเอง และได้ฟังวิดีโอการแนะนำตัวของคนญี่ปุ่นที่อาจารย์เอามาเปิดให้ดู ก็ได้เห็นข้อบกพร่องในการพูดแนะนำตัวของตัวเอง และได้เห็นส่วนที่คนญี่ปุ่นทำกันจนเป็นธรรมชาติ แต่เรายังทำไม่ได้

              1. ส่วนข้อบกพร่องของตัวเอง ก็คือ นิสัยหรือว่า くせ ของคนไทยที่เรียนภาษาญี่ปุ่น ไม่รู้ว่าเพราะภาษาไทยที่แม้ในภาษาพูดก็มักจะไม่ละประธานหรือเปล่า ทำให้เราติดการใช้คำว่า 私は ขึ้นต้นเสียเยอะ อันนี้โดนติตอนวิชาเขียนมาเหมือนกัน แต่ก็ยังเผลอทำเหมือนเดิม และอาจจะเป็นไปตามที่อาจารย์บอกว่า คนไทยจะพูดแบบ 私中心 (มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ตัวเอง) มากกว่าคนญี่ปุ่นที่เป็นแบบ 相手中心 (จุดศูนย์กลางอยู่ที่ผู้ฟัง)

              นอกจากนี้ก็ ใช้คำฟิลเลอร์ค่อนข้างเยอะ ด้วยความที่เรียนมานาน ๆ การปล่อยให้เกิดเดดแอร์ไม่ค่อยน่าพิสมัย ก็เลยติดการพูด あのう นู่นนี่ แต่ใน 20 วินาทีที่พูด มีฟิลเลอร์ออกมาถึง 2 คำก็นับว่าเป็นความถี่ที่ค่อนข้างสูงและไม่น่าพอใจสำหรับตัวเองด้วย

              ในส่วนของวิธีการเล่าเรื่องก็คือ เป็นคนเถรตรงมาก ให้มาแค่ไหนก็พูดไปเท่านั้น ลืมนึกว่าถ้าจะทำให้คนจดจำมันก็ต้องมีการใส่ episode หรือเรื่องราวอะไรสักอย่างไปด้วย หลังจากนี้ก็คงจะคำนึงถึงจุดนี้มากขึ้น และกำลังพยายามทำให้เป็นนิสัยอยู่ สุดท้ายเป็นจุดที่อาจารย์มาชี้ให้เห็นตอนเปิดผลสำรวจให้ดู ก็คือ คนไทยค่อนข้างติดการใช้คำว่า 今 ละคือ…เราก็เผลอใช้เหมือนกัน อาจจะติดมาจากไวยากรณ์ภาษาไทยที่ไม่มี tense เลยต้องใช้คำระบุเวลาเพื่อให้ชัดเจน แต่บางทีในภาษาญี่ปุ่นมันไม่ต้องมีก็ได้

              2. ส่วนที่คนญี่ปุ่นทำกันจนเป็นธรรมชาติ ที่สังเกตได้ก็คือ มีความหลากหลายค่อนข้างสูง ไม่เหมือนผู้เรียนภาษาญี่ปุ่นชาวต่างชาติที่ค่อนข้างจะจำเป็น pattern มากกว่า แค่ตอนบอกชื่อก็มีทั้งลงท้ายด้วย です、と申します、といいます แต่คนไทยส่วนมากก็คิดกับความคิดที่ว่า と申します เหมาะสมที่สุดอยู่ หรือเรื่องการพูดอะไรสักอย่างหนึ่ง คนไทยจะติดการขึ้นด้วยหัวข้อ (เช่น ストレス解消方法は…) แต่คนญี่ปุ่นจะมีการสลับเอาหัวเรื่องไปไว้ด้านหลังด้วย (เช่น …がストレス解消法です。)

              ตอนพูดเรื่องต่าง ๆ ก็จะมีการใส่เรื่องราวเพิ่มเติม หรือที่เรียกว่า episode เช่น ตอนที่อธิบายเรื่องที่กำลังศึกษาอยู่ ก็จะมีการขยายความหากเข้าใจได้ยาก หรือมีการบอกก่อนว่าทำไมถึงสนใจที่จะศึกษาเรื่องนี้ เพื่อเสริมความเข้าใจให้กับผู้ฟัง แสดงให้เห็นถึงลักษณะเด่นของคนญี่ปุ่นเรื่องการคำนึงถึงผู้ฟังที่ค่อนข้างมาก การคำนึงถึงผู้ฟังนี้ก็รวมไปถึงการพยายามมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และการพยายามนำเรื่องของผู้ที่พูดก่อนหน้ามาเกี่ยวโยงกับเรื่องของตัวเองด้วย เพื่อแสดงความใส่ใจว่าตัวเองก็ตั้งใจฟังสิ่งที่คนอื่นพูดอยู่เช่นกัน

              อีกอย่างหนึ่งที่สังเกตได้คือคนญี่ปุ่นจะชอบใช้การพูดเกริ่นด้วย ですが、ですけど、ですけれども รู้สึกว่าเป็นการเรียกความสนใจผู้ฟังได้ด้วย แบ่งวรรคการพูดให้เป็นธรรมชาติและน่าฟังได้ด้วย สุดท้ายก็คือการพูดแนะนำตัวของคนญี่ปุ่นจากวิดีโอ สามารถเชื่อมเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่งได้อย่างไม่ขัดหูขัดตา เช่น ตอนจะเปลี่ยนจากเรื่องที่กำลังวิจัยไปวิธีคลายเครียด ก็จะสร้างความเชื่อมโยงว่า เพราะวิจัยมันเครียดก็เลยต้องคลายเครียดด้วย

              หลังจากได้เรียนรู้และแก้ไขข้อบกพร่องตามที่สังเกตได้ สคริปต์ก็ออกมาเป็นเช่นนี้

 みなさん、こんにちは。ティダーラットと申します。今、研究していることなんですが、日本人とタイ人の流行語の使用について興味を持っているので、語源と社会との関係の場面で研究を行っています。それをするには結構ストレスがたまるので、そのストレスを解消するにはいつもBL小説を読んでいます。小説を読みすぎることもあるんですが、これから研究にも頑張りたいと思います。よろしくお願いします。

              ตรงนี้ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่นิดหน่อยตามที่อาจารย์เคาะมา คือเรื่องใช้ 今 แล้วก็บางส่วนยังขยายความได้ไม่เพียงพอ เช่น BL小説 สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยอาจจะไม่ทราบว่ามันคืออะไร อาจจะต้องอธิบายเพิ่มเติมเป็น …男同士の恋愛というBL小説を読んでいます。

              คิดว่ากว่าจะพูดแบบนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องมีการเตรียมตัวอะไร น่าจะต้องใช้การฝึกฝนพอสมควรทีเดียว สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อนจ้า แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า 😉